DFPP คืออะไร?
DFPP (Double Filtration Plasmapheresis) เป็นการฟอกเลือดขั้นสูงที่ช่วยกำจัดสารที่เป็นอันตราย เช่น คอเลสเตอรอลที่ถูกออกซิไดซ์ แอนติบอดีที่ทำร้ายตัวเอง โปรตีนที่ก่อการอักเสบ และสารพิษต่าง ๆ ออกจากพลาสมา โดยยังคงเก็บรักษาโปรตีนที่สำคัญ วิธีนี้ถูกนำมาใช้ในเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อช่วย ปรับปรุงการไหลเวียน ลดการอักเสบ ขจัดสารพิษ และปกป้องหลอดเลือด
DFPP ทำงานอย่างไร?
1. นำเลือดออกจากเส้นเลือดและแยกพลาสมาออกมา
2. พลาสมาถูกส่งผ่านตัวกรองพิเศษอีกชั้นหนึ่ง
3. ตัวกรองนี้จะกำจัดโมเลกุลขนาดใหญ่ที่เป็นอันตราย เช่น
- คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (Oxidized LDL)
- แอนติบอดีและโปรตีนจากโรคภูมิต้านทานตนเอง
- โปรตีนที่ก่อการอักเสบ (Cytokines, CRP)
- ผลิตภัณฑ์จากกระบวนการไกลเคชัน (AGEs)
- สารพิษและของเสียจากร่างกาย
4. พลาสมาที่สะอาดและเซลล์เม็ดเลือดจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกาย
⏱ ระยะเวลา: ประมาณ 2–3 ชั่วโมงต่อครั้ง โดยผู้ป่วยจะนั่งหรือนอนสบาย ๆ ระหว่างการทำ
ภาวะที่อาจได้รับประโยชน์
DFPP ไม่ใช่การรักษาโดยตรง แต่ช่วยเสริมดูแลในกรณี:
- ความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือด: คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแข็ง
- กลุ่มอาการเมตาบอลิก: เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ
- โรคภูมิต้านทานตนเอง: ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ลูปัส วาสคูลิติส (ภายใต้การดูแลแพทย์)
- การอักเสบเรื้อรัง/สารพิษ: อ่อนเพลียเรื้อรัง ไฟโบรมัยอัลเจีย ภาวะโลหะหนักสะสม
- โรคระบบประสาทเสื่อม: อัลไซเมอร์ระยะต้น พาร์กินสัน (การดูแลเสริม)
- การชะลอวัยและการยืดอายุ: ล้างสารพิษระดับเซลล์ ปรับการไหลเวียน ฟื้นฟูหลอดเลือด
ประโยชน์
- ช่วยให้การไหลเวียนและความยืดหยุ่นของหลอดเลือดดีขึ้น
- ลดการอักเสบและภาวะเครียดออกซิเดชัน
- ลดคอเลสเตอรอลและสารพิษที่เป็นอันตราย
- สนับสนุนการทำงานของตับและไต
- อาจช่วยเพิ่มพลังงาน ความชัดเจน และสุขภาพโดยรวม
- ใช้ร่วมกับการบำบัดฟื้นฟูอื่น ๆ ได้ (สเต็มเซลล์ เปปไทด์ Plasma)
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
ปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาจมีอาการชั่วคราว เช่น
- อ่อนเพลีย
- วิงเวียน
- ความดันโลหิตต่ำ
- รู้สึกเย็นบริเวณแขน
ไม่แนะนำในผู้ป่วยที่มีภาวะ:
- โลหิตจางรุนแรง
- การติดเชื้อ
- ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
ความถี่ในการทำ
• เพื่อการชะลอวัยและป้องกัน: ทุก 3–6 เดือน
• ในผู้ป่วยโรค: ตามแผนที่แพทย์แนะนำ (อาจต้องทำหลายครั้งเป็นคอร์ส)
📌 หมายเหตุ: DFPP เป็นการบำบัดเสริม (Supportive therapy) ควรใช้ร่วมกับการดูแลสุขภาพ อาหาร การออกกำลังกาย และการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสม

