MOUSAI WELLNESS CENTER
เวชศาสตร์ชะลอวัยและยืนยาว (Longevity & Anti-Aging) · โปรแกรมตรวจเลือดเชิงลึก
ตรวจเลือด P-tau : บ่งชี้พยาธิสภาพ
โรคอัลไซเมอร์ได้อย่างไร?
คำตอบสั้น ๆ : p-tau (phosphorylated tau) คือโปรตีนเทาที่ถูกดัดแปลงทางเคมี ซึ่งตรวจพบได้จากการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว และมีความสัมพันธ์กับทั้งการสะสมของอะไมลอยด์-เบตา (amyloid-beta) และการเสื่อมของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ ทำให้เป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าการเจาะน้ำไขสันหลัง (CSF) หรือการทำ PET scan แบบดั้งเดิม
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมทั่วโลก ในอดีต การยืนยันพยาธิสภาพของโรคต้องอาศัยการเจาะน้ำไขสันหลัง (lumbar puncture) หรือการสแกนสมองด้วย PET ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและสร้างความไม่สบายตัวให้ผู้ป่วย ปัจจุบันตัวชี้วัดทางชีวภาพในเลือด (blood-based biomarker) โดยเฉพาะ p-tau ได้กลายเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดของการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ เพราะสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสมองได้จากเลือดโดยไม่ต้องผ่านหัตถการที่รุกล้ำร่างกาย
เทา (Tau) คืออะไร และเปลี่ยนเป็น p-tau ได้อย่างไร?
เทา (Tau) เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่พยุงโครงสร้างจุลท่อ (microtubules) ภายในเซลล์ประสาท ซึ่งช่วยให้เซลล์คงรูปร่างและลำเลียงสารอาหารกับสัญญาณประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาวะปกติ เทาจะช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์ประสาทให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์
ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โปรตีนเทาจะเกิดกระบวนการ ฟอสโฟรีเลชัน (phosphorylation) มากผิดปกติ ซึ่งเป็นการดัดแปลงทางเคมีที่ทำให้เทาหลุดออกจากจุลท่อ เสียรูป และจับตัวกันเป็นปมเส้นใยประสาท (neurofibrillary tangles) โปรตีนเทาที่ถูกดัดแปลงนี้เรียกว่า p-tau โดยแบ่งเป็นหลายชนิดตามตำแหน่งกรดอะมิโนที่เกิดฟอสโฟรีเลชัน ที่สำคัญที่สุดคือ p-tau181, p-tau217 และ p-tau231
ระดับ p-tau ในเลือดมีความสัมพันธ์กับลักษณะสำคัญ 2 ประการของพยาธิสภาพอัลไซเมอร์ ได้แก่ การสะสมของอะไมลอยด์-เบตา และการเสื่อมของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับเทา ความสัมพันธ์สองด้านนี้เองที่ทำให้ p-tau เป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพที่ทรงพลังกว่าการตรวจเลือดรุ่นก่อนหน้า
ทำไมการตรวจ p-tau จึงสำคัญ?
ในอดีต การยืนยันพยาธิสภาพที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์ต้องเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้:
- PET scan อะไมลอยด์ (Amyloid PET imaging) — การสแกนด้วยสารกัมมันตรังสีเพื่อดูคราบอะไมลอยด์ในสมอง
- การตรวจน้ำไขสันหลัง (CSF analysis) — ต้องเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อวัดระดับอะไมลอยด์และเทาโดยตรง
ทั้งสองวิธีได้ผลแม่นยำ แต่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ความพร้อมของสถานพยาบาล และความไม่สบายตัวของผู้ป่วย การตรวจเลือด p-tau จึงเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงมากกว่า โดยสามารถ:
- เป็นขั้นตอนแรกที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ที่มีอาการด้านการรู้คิด (cognitive symptoms)
- ช่วยคัดกรองผู้ที่ควรได้รับการตรวจยืนยันด้วย PET หรือ CSF เพิ่มเติม
- ลดการส่งต่อที่ไม่จำเป็นสำหรับหัตถการที่รุกล้ำร่างกายมากกว่า
ตัวชี้วัด p-tau หลักที่ควรรู้จัก
ตัวชี้วัด | ความสำคัญทางคลินิก |
p-tau181 | ตัวชี้วัดที่ถูกศึกษามานานที่สุดและเข้าถึงได้กว้างขวางที่สุด นิยมใช้ในการตรวจประเมินภาวะการรู้คิดทั่วไป |
p-tau217 | มีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพอะไมลอยด์สูงที่สุดในบรรดาตัวชี้วัดปัจจุบัน มักใช้พิจารณาว่าจำเป็นต้องตรวจ PET หรือ CSF เพิ่มเติมหรือไม่ |
p-tau231 | ตัวชี้วัดใหม่ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในระยะเริ่มต้น ปัจจุบันใช้ในงานวิจัยเป็นหลัก |
หมายเหตุ : ค่าอ้างอิงและจุดตัด (cut-off) แตกต่างกันไปตามห้องปฏิบัติการและแพลตฟอร์มการตรวจ ไม่ควรนำผลตรวจ p-tau จากห้องปฏิบัติการต่างชนิดกันมาเปรียบเทียบโดยตรง
ใครควรตรวจ p-tau?
การตรวจ p-tau เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการหรือข้อบ่งชี้ทางคลินิกและได้รับการประเมินจากแพทย์แล้วเท่านั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือคัดกรองทั่วไปในผู้ที่ไม่มีอาการ กลุ่มที่อาจพิจารณาตรวจ ได้แก่:
- ผู้ที่มีความจำถดถอยต่อเนื่อง หรือมีการเปลี่ยนแปลงด้านความคิด การวางแผน หรือการตัดสินใจอย่างเห็นได้ชัด
- ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการประเมินภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) หรือภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น
- กรณีที่แพทย์ต้องแยกพยาธิสภาพอัลไซเมอร์ออกจากสาเหตุอื่นของภาวะการรู้คิดถดถอย
- ผู้ป่วยที่กำลังพิจารณาตรวจเพิ่มเติมขั้นสูง เช่น PET อะไมลอยด์ หรือการตรวจตัวชี้วัดใน CSF
การแปลผลตรวจ p-tau เบื้องต้น
ผลตรวจ | ความหมายทั่วไป | ข้อพิจารณาทางคลินิก |
Negative | ต่ำกว่าค่าจุดตัดของการตรวจ | โอกาสพบพยาธิสภาพอัลไซเมอร์ต่ำ แต่ควรตรวจหาสาเหตุอื่นของอาการต่อไป |
Intermediate | อยู่ในช่วงที่ยังไม่ชัดเจน | อาจพิจารณาตรวจซ้ำหรือยืนยันด้วยวิธีอื่น |
Positive | สูงกว่าค่าจุดตัดของการตรวจ | สนับสนุนว่ามีพยาธิสภาพที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์ แต่ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วยตัวเอง |
ข้อควรทราบทางคลินิก
เช่นเดียวกับการตรวจตัวชี้วัดทางชีวภาพทุกชนิด ผลตรวจ p-tau ต้องแปลผลควบคู่กับประวัติทางการแพทย์ การประเมินภาวะการรู้คิด การตรวจทางระบบประสาท และข้อมูลจาก MRI หรือตัวชี้วัดอื่นเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
p-tau แตกต่างจากการตรวจยีน ApoE อย่างไร?
ผู้ป่วยจำนวนมากสับสนระหว่างการตรวจ p-tau กับการตรวจยีน ApoE ซึ่งใช้ประเมินความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน แต่ทั้งสองมีวัตถุประสงค์ต่างกัน:
หัวข้อ | p-tau (ตัวชี้วัดในเลือด) | ApoE (การตรวจทางพันธุกรรม) |
สิ่งที่วัด | พยาธิสภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน | รูปแบบยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (E2, E3, E4) |
สิ่งที่สะท้อน | การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพในสมอง ณ ปัจจุบัน | ความเสี่ยงตลอดชีวิตทางพันธุกรรม ไม่เกี่ยวกับสถานะโรคปัจจุบัน |
ประโยชน์หลัก | ประเมินพยาธิสภาพอัลไซเมอร์ที่กำลังดำเนินอยู่ในผู้มีอาการ | ประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมเพื่อวางแผนระยะยาว |
ข้อพิจารณาสำคัญ | อาจเปลี่ยนแปลงตามการดำเนินโรค ต้องตรวจซ้ำเป็นระยะ | คงที่ตั้งแต่กำเนิด การมียีนเสี่ยงไม่ได้แปลว่าจะเป็นโรคแน่นอน |
เนื่องจากทั้งสองการตรวจประเมินคนละมิติของความเสี่ยงอัลไซเมอร์ p-tau และ ApoE จึงมักใช้เสริมกัน มากกว่าจะใช้ทดแทนกัน
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
- โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดอาหาร แต่ควรสอบถามยืนยันกับห้องปฏิบัติการอีกครั้ง
- ใช้วิธีเจาะเลือดตามมาตรฐานทั่วไปในการเก็บตัวอย่าง
- ระยะเวลาทราบผลอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของห้องปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับชนิดการตรวจและผู้ให้บริการ
ข้อจำกัดที่ควรทราบ
- ผลตรวจ p-tau ไม่สามารถทดแทนการซักประวัติ การตรวจร่างกาย หรือการประเมินภาวะการรู้คิดอย่างครบถ้วนได้
- อาจเกิดผลบวกลวง ผลลบลวง หรือผลก้ำกึ่งได้
- ปัจจัยทางชีวภาพบางอย่าง เช่น การทำงานของไต อาจส่งผลต่อระดับตัวชี้วัด ขึ้นอยู่กับชนิดการตรวจที่ใช้
- ค่าจุดตัดแตกต่างกันตามแพลตฟอร์มการตรวจ ควรใช้ค่าอ้างอิงของห้องปฏิบัติการที่รายงานผลเท่านั้น
- ไม่แนะนำให้ตรวจในผู้ที่ไม่มีอาการเพียงเพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคต หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
สรุปประเด็นสำคัญ
ตัวชี้วัด p-tau โดยเฉพาะ p-tau181, p-tau217 และ p-tau231 ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของการประเมินโรคอัลไซเมอร์ เป็นทางเลือกที่รุกล้ำร่างกายน้อยกว่าการทำ PET scan หรือการตรวจน้ำไขสันหลัง แม้จะไม่ใช่การวินิจฉัยโรคได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อประกอบกับการประเมินของแพทย์ ก็ช่วยให้การตัดสินใจเกี่ยวกับอาการด้านการรู้คิดเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีข้อมูลรอบด้านมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ p-tau
p-tau คืออะไร?
p-tau คือโปรตีนเทาที่ผ่านกระบวนการฟอสโฟรีเลชันผิดปกติ ซึ่งพบในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และสามารถตรวจวัดระดับได้จากเลือด
ตรวจ p-tau ต่างจากตรวจ MRI หรือ PET scan อย่างไร?
การตรวจ p-tau เป็นการเจาะเลือดเพื่อดูตัวชี้วัดทางชีวภาพ ส่วน MRI ใช้ดูโครงสร้างสมอง และ PET scan ใช้ดูการสะสมของอะไมลอยด์หรือเทาโดยตรงในสมอง ทั้งสามวิธีให้ข้อมูลคนละมิติและมักใช้ประกอบกันในการประเมินผู้ป่วย
ผล p-tau เป็นบวก แปลว่าเป็นอัลไซเมอร์แน่นอนหรือไม่?
ไม่ใช่ ผลบวกเพียงสนับสนุนว่ามีพยาธิสภาพที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์ แต่การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการประเมินร่วมกับประวัติ การตรวจร่างกาย และการประเมินภาวะการรู้คิดโดยแพทย์
ควรตรวจ p-tau ตัวไหนก่อน p-tau181, 217 หรือ 231?
แพทย์มักเลือกชนิดของการตรวจตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก p-tau217 มีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพอะไมลอยด์สูงสุดและนิยมใช้พิจารณาการตรวจเพิ่มเติม ส่วน p-tau181 เข้าถึงได้กว้างขวางกว่าและใช้ในงานตรวจทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกชนิดที่เหมาะกับอาการ
คนที่ไม่มีอาการควรตรวจ p-tau เพื่อคัดกรองไว้ก่อนหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่แนะนำ การตรวจ p-tau ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีอาการหรือข้อบ่งชี้ทางคลินิกที่ได้รับการประเมินจากแพทย์แล้ว ไม่ใช่เครื่องมือคัดกรองทั่วไปสำหรับผู้ไม่มีอาการ
ตรวจ p-tau ที่ไหนในกรุงเทพ?
Mousai Wellness Center ให้บริการตรวจ p-tau ภายใต้การดูแลของแพทย์ ที่ตั้งอยู่บริเวณสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ
Curious About Your Brain Health?
Contact Mousai Wellness Center to schedule your p-tau test today, and take the first step toward understanding your long-term brain health with precision, physician-guided care.
Call: 02-096-4991 · 061-894-1881 Location: Sukhumvit 39, Bangkok
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการให้ความรู้ทั่วไป และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผู้ที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับความจำหรือการเปลี่ยนแปลงด้านการรู้คิดควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของการตรวจ p-tau


